ชื่อหนังภาษาไทย จอมมฤตยู 007
ชื่อหนังภาษาอังกฤษ Goldfinger
เรื่องย่อ : Goldfinger จอมมฤตยู 007
สำหรับภาคนี้ เป็นตอนที่ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของหนังบอนด์ทุกๆ ตอนต่อจากนี้เลยครับ เป็นสูตรที่ตอนต่อๆ มา (และหนังแนวสายลับทั้งมวล) พากันเดินตาม นั่นคือ เปิดมา บอนด์ (Sean Connery) จะต้องปฏิบัติภารกิจที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่องในตอนนั้นเลย แล้วก็ตัดเข้าเนื้อเรื่อง บอนด์รับงานจาก M (Bernard Lee) แล้วก็หยอกกับมิสมันนี่เพนนี (Lois Maxwell) ไปรับของจาก Q (Desmond Llewelyn) แล้วก็ไปเจอผู้ร้ายกับสาวบอนด์ประจำตอน ก่อนที่จะต้องมาตีกันในตอนท้าย
และตอนนี้ ศัตรูที่บอนด์ต้องเจอ คือ ออริก โกลด์ฟิงเกอร์ (Gert Frobe) ที่มีแผนจะปั่นราคาทองคำของตนให้สูงขึ้น โดยนำระเบิดรังสีไปถล่มที่ฟอร์ด น็อกซ์ แหล่งเก็บทองคำของอเมริกา บอนด์ก็ต้องหยุดมัน พร้อมทั้งได้เจอกับ พุซซี่ กาลอร์ (Honor Blackman) สาวบอนด์ที่มีชื่อประหลาดที่สุด (ก็พุซซี่ มันแปลว่าอะไรล่ะครับ ถ้าไม่รู้ใบ้ให้ก็ได้ ? ของสตรีน่ะครับ)
ครับ บอนด์ตอนนี้ทำได้ดีมากอีกตอนหนึ่ง เป็นสูตรที่ดูเอามันส์กันอย่างเดียวเลย มีอารมณ์ขันมากขึ้น และอุปกรณ์ของบอนด์ก็มากขึ้น ลูกเล่นเยอะน่ะครับว่างั้นเถอะ แต่ถึงกระนั้นบอนด์ก็ไม่ได้ลืมใช้สมองนะครับ อย่างฉากที่บอนด์ต้องเอาตัวรอดจากเครื่องเลเซอร์ของโกลด์ฟิงเกอร์นั่น ก็ลุ้นกันเต็มที่ล่ะครับ ว่าบอนด์จะงัดอะไรมาเอาตัวรอด นับว่ายังทำได้ดีและถึงฟอร์มครับ
สรุปว่าภาคนี้ เอามันส์แบบเต็มที่ครับ จะว่าไปก็เป็นคนละแบบกับภาคที่แล้วเลยล่ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะคนกำกับคือ Guy Hamilton ซึ่งขานี้เขาจะเก่งในเรื่องการทำหนังแอ๊คชั่นผสมฮาครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นบอนด์แบบที่ค่อนข้างลงตัวมากทีเดียว ไม่หนักแต่ก็ไม่เบา
สิ่ง ที่น่าจดจำสำหรับหนังบอนด็ภาคนี้นอกจากสูตรแล้ว ก็ยังมีตัวละครร้ายชั้นยอดอย่างโกลด์ฟิงเกอร์ครับ นายคนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นวายร้ายอมตะอันดับต้นๆ เริ่มจากการก่อการโฉดนั้นก็ไม่ได้ทำไปแบบแฟนตาซีจ๋าหรือหมายจะครองโลก เขาแค่ต้องการปั่นราคาทองสร้างความรวยให้ตนเอง ทำให้นายคนนี้ดูร้ายได้สมจริง ไม่โอเวอร์ ยิ่งไปกว่านั้น บอนด์ตอนหลังๆ คนดูอาจบ่นว่า ?หัวหน้าผู้ร้ายมันก็เจอบอนด์ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องนี่หว่า ทำไมไม่สอยมันซะเลยเล่า จะได้หมดเรื่องไม่มีใครมาขัดขวางแผนการณ์? แต่กับบอนด์ตอนนี้ การที่บอนด์ไม่ถูกโกลด์ฟิงเกอร์เก็บนั้น มันมีสาเหตุครับ ถ้าไม่อยากทราบก็ข้ามไปนะครับ
การที่โกลด์ ฟิงเกอร์นอกจากจะไม่เก็บบอนด์แล้วยังจับตัวไว้อีกต่างหาก ก็เพราะ โกลด์ฟิงเกอร์รู้ดีครับว่า ตอนนี้ทางการส่งสายลับมาสืบเพราะสงสัยเขา แต่ก็ยังไม่มีหลักฐาน บอนด์เลยมีหน้าที่ต้องหาหลักฐานไปยืนกราน แต่ปะเหมาะเคราะห์ร้าย บอนด์โดนจับได้ โกลด์ฟิงเกอร์ก็คิดจะสังหารบอนด์ซะ แต่บอนด์ก็ใช้เหตุผลว่า ?หากโกลด์ฟิงเกอร์ฆ่าเขา ทางการจะแน่ใจทันทีว่าโกลด์ฟิงเกอร์มีแผนร้าย และจะส่งสายลับคนใหม่มาขัดขวางแบบเต็มรูปแบบ? ด้วยเหตุนี้เอง โกลด์ฟิงเกอร์จึงไม่สังหารบอนด์ครับ เป็นการมองการณ์ไกลทีเดียว เพื่อกันไม่ให้ทางการมีหลักฐานและส่งคนมาขัดขวางได้ และยังเป็นการประวิงเวลา เลี้ยงบอนด์ไว้ (แบบไม่ให้ติดต่อกับทางการ) ทางการก็ไม่สามารถขยับตัวได้ แบบนี้เรียกว่าเดินหมากได้ฉลาดดีแท้
แต่ แล้วใครจะนึกว่า โกลด์ฟิงเกอร์ต้องมาแผนล้มเพราะเสน่ห์ของบอนด์ที่มีต่อผู้หญิง!
บอนด์ ตอนนี้จึงไม่ได้โล่งโถงแบบที่ใครๆ คิดกันนะครับ ตัวร้ายอย่างโกลด์ฟิงเกอร์ถือว่าร้าย และเป็นนักวางแผนชั้นยอด นักคิดชั้นเยี่ยม (แต่ดันเอาไปใช้ในทางเลวร้ายซะได้) ซ้ำยังมีมือขวาระดับแกร่งอย่างอ๊อดจ๊อบ (Harold Sakata) มาเป็นลูกมือ ครบเลยครับ ตัวเองมีสมอง ส่วนลูกน้องมีกำลัง ประสานงานกันได้ดี
แต่ จนแล้วจนรอด บอนด์ก็เอาชนะได้ด้วยไหวพริบอยู่ดี
ดูบอนด์ภาคนี้จึง ต้องดูทั้งในแง่ความสนุกและในแง่สาระแฝงครับ ดูในแง่วาแต่ละตัวละครมีแรงผลักด้นในใจอย่างไร อะไรคือแรงจูงใจสำหรับแต่ละพฤติกรรม ซึ่งถ้าดูแบบนี้แล้ว หนังจะสนุกแบบป็อบคอร์นแต่ผสมน้ำผึ้งนะครับ หวานอร่อยได้คุณค่าและสุขภาพ














